ThaiMBA ยังคงเชื่อมั่น ปีนี้หุ้นกู้ถึง3.5แสนล้านแน่
จัดทำโดย
น.ส ศิริมล ขวัญดำ 5001103067
เรือง ThaiMBA ยังคงเชื่อมั่น ปีนี้หุ้นกู้ถึง3.5แสนล้านแน่
สมาคมตลาดตราสาร หนี้ไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ ขานรับการยกเว้นภาษีรายได้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ หากทำได้น่าจะช่วยให้การลงทุนในหุ้นกู้คึกคักมากยิ่งขึ้น และเห็นด้วยกับแบงก์ชาติว่าหุ้นกู้เอกชนครึ่งปีหลังอาจจะไม่คึกคักเท่าครึ่งปีแรก แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังจะมีการออกหุ้นกู้ใหม่มากกว่าที่แบงค์ชาติคาดไว้ เป้าหมายที่คาดไว้ว่าปีนี้จะมีการออกหุ้นกู้เอกชนถึง 300,000 ล้านบาทนั้นไม่มีปัญหาแน่นอน และยังเชื่อมั่นว่ามีโอกาสจะทะลุ 350,000 ล้านบาทได้อีกด้วย เพราะช่วงวิกฤติแบงก์ไม่ค่อยปล่อยสินเชื่อ ธุรกิจจะหันมาออกหุ้นกู้มากขึ้น เพราะต้นทุนต่ำกว่ากู้แบงก์ นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาในเรื่องของการยกเว้นการจัดเก็บภาษีรายได้จากดอกเบี้ยหุ้นกู้เอกชนที่ผู้ลงทุนได้รับ ว่าหากดำเนินการได้ก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งสำหรับตลาดตราสารหนี้ทั้งผู้ออก และ ผู้ลงทุน เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยในการออกลงได้บ้าง รวมทั้งจะทำให้มีนักลงทุนรายใหม่ๆเข้ามาลงทุนในหุ้นกู้เอกชนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามคงต้องดูความชัดเจนของรายละเอียดก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ถึงจะประเมินได้ว่าจะช่วยในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้มากน้อยเพียงใด สำหรับแนวโน้มของการออกหุ้นกู้เอกชนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีการประเมินว่าอาจจะไม่ร้อนแรงหรือมากเท่ากับครึ่งแรกของปีนี้ โ ดยอาจจะมีการออกหุ้นกู้ไม่ถึงหรือใกล้เคียงประมาณ 100,000 ล้านบาทนั้น
นายณัฐพลกล่าวว่า โดยทิศทางแล้วก็มองไม่ต่างกันว่า ในครึ่งหลังของปีนี้คงจะไม่คึกคักเท่าครึ่งแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตามหากดูสถานการณ์ในเดือนกรกฎาคมที่เพิ่งผ่านมาและที่เตรียมจะออกในเดือนสิงหาคมนั้นมีจำนวนกว่า 80,000 ล้านบาท ทางสมาคมตลาดตราสารหนี้จึงยังคงเชื่อมั่นว่า เป้าหมายที่เคยคาดการณ์ไว้ในเรื่องการออกหุ้นกู้เอกชนในปีนี้ น่าจะยังคงทะลุเป้าได้อย่างแน่นอน “ครึ่งปีแรกนั้นมีการออกหุ้นกู้เอกชนมาแล้วทั้งสิ้น 220,000 ล้านบาท ดังนั้นหากดูเป้าหมายเดิมที่คาดว่าทั้งปีจะออกไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท ก็เท่ากับยังขาดอีกแค่ 80,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถึงแค่สิ้นเดือนกรกฎาคมและรวมที่จะออกในเดือนนี้อีกก็มากกว่า 80,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ฉะนั้นที่เราประเมินว่าปีนี้น่าจะถึง 350,000 ล้านบาทนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้สูง และโอกาสที่ครึ่งหลังของปีนี้จะออกหุ้นกู้เอกชนเกิน 100,000 ล้านบาทก็น่าจะเป็นไปได้แบบไม่ยากเย็นอะไรนัก ” นายณัฐพล กล่าวด้วยว่า ปกติเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สถาบันการเงินมักจะเข้มงวดในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ ทำให้เป็นจังหวะที่ตลาดหุ้นกู้เอกชนจะสามารถเติบโตได้ ซึ่งเมื่อครั้งวิกฤติในปี 2540 ตลาดหุ้นกู้เอกชนก็ขยายตัวขึ้นมาเป็นระดับ 100,000 — 200,000 ล้านบาท ดังนั้นในวิกฤติรอบนี้จึงคาดหวังว่า น่าจะช่วยกระตุ้นให้ตลาดหุ้นกู้เอกชนเติบโตขึ้นมาได้ในระดับ 300,000 — 400,000 ล้านบาท และที่สำคัญบริษัทธุรกิจที่มีประสบการณ์ในการออกหุ้นกู้ก็จะพบว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการพึ่งสินเชื่อจากสถาบันการเงินแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเงินทุนที่ได้โดยทั่วไปแล้วจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการกู้แบงก์ “ปกติในช่วงวิกฤตแบงก์จะระวังตัวมาก ปล่อยกู้จำนวนมากๆ ระยะยาวๆมักจะไม่ค่อยกล้า ถ้าจะทำก็จะจับมือกันหลายๆแห่งในรูปของซินดิเคทโลน ฉะนั้นทาง ThaiBMA จึงหวังว่าวิกฤตในรอบนี้ คนที่มีโอกาสได้ออกหุ้นกู้แล้วก็น่าจะติดใจ และมีการหันมาออกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งน่าจะกระตุ้นให้มีรายใหม่ๆสนใจเข้ามาออกหุ้นกู้มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็จะทำให้ตลาดมีทั้งดีมานด์และซัพพลายที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้าตลาดตราสารหนี้ของไทยสามารถพัฒนาไปได้อีกระดับหนึ่ง”นายณัฐพลกล่าวในที่สุด
ที่มา
www.ThaiPR.net
คำถาม
1. ครึ่งปีแรกนั้นมีการออกหุ้นกู้เอกชนมาแล้วทั้งสิ้นเท่าไร
2.กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาในเรื่องของการยกเว้นอะไร
3.การออกหุ้นกู้เอกชนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการประเมินว่าเปนอย่างไร
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
"คลัง"ใจดียกเว้นภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์
จัดทำบทความโดย
น.ส.นภพร สุขเกษม ทะเบียนเลขที่ 5001103065
เรื่อง "คลัง"ใจดียกเว้นภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์
เนื้อหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ค.) ที่กระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกรมสรรพากรยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ รายบัญชีที่มีรายได้ดอกเบี้ยไม่เกินปีละ 20,000 บาท ทุกธนาคารทั่วประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป ซึ่งจะครอบคลุมเงินฝากออมทรัพย์ 62 ล้านบัญชี เป็นเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ส่วนผู้ฝากเงินที่มีเงินฝากออมทรัพย์หลายบัญชี หากมีรายได้ดอกเบี้ยรวมกันแล้วเกิน 20,000 บาท มีหน้าที่ต้องแจ้งธนาคารแต่ละแห่งให้หักภาษี ณ ที่จ่ายได้ หรือจะรวมยอดทั้งปี เพื่อหักภาษีคืน เมื่อถึงเวลายื่นเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีก็ได้
“เงื่อนไขดังกล่าวเป็นสิทธิประโยชน์เดิมที่รัฐบาลให้กับผู้ฝากเงินออมทรัพย์มาตั้งแต่ปี 38 แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากธนาคารมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายดอกเบี้ยออกไปอยู่แล้ว เพราะธนาคารพาณิชย์จะอ้างว่า ไม่สามารถทราบได้ว่า มีใครบ้างที่ขอคืนภาษี และแต่ละรายมีเงินฝากกี่บัญชี หรือได้รับดอกเบี้ยเท่าใด จึงหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกบัญชี และให้ผู้ฝากเงินไปขอคืนภาษีเอง แต่ที่ผ่านมา มักจะไม่มีการขอคืนภาษีในส่วนดังกล่าว โดยแต่ละปีจะมีรายได้จากส่วนนี้ 300-400 ล้านบาทที่ธนาคารพาณิชย์หักภาษี ณ ที่จ่าย และส่งเงินให้กรมสรรพากร ซึ่งกรมฯ เองไม่ได้ติดใจตรงส่วนนี้ เพราะถือว่าธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว และให้เป็นหน้าที่ของลูกค้าที่มีรายได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาท แจ้งหักภาษีเอง”
ส่วนกรณีที่ ครม.อนุมัติให้ยกเว้นภาษี จากรายได้ดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ไม่เกิน 100,000 บาทนั้น ขณะนี้ไม่จำเป็นแล้ว เนื่องจากการแก้ไขประกาศสรรพากรที่ยกเว้นหักภาษี ณ ที่จ่าย บัญชีออมทรัพย์ ที่มีรายได้ดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาทนั้น มีผลกว้างกว่า ครอบคลุมบัญชีออมทรัพย์ถึง 62 ล้านบัญชี จากบัญชีออมทรัพย์ทั้งหมด 63 ล้านบัญชี ซึ่งหากประเมินจากดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ปัจจุบันไม่เกิน 1% หรือที่ 0.75% กรณีที่ไม่เข้าข่ายยกเว้น จะต้องมีเงินฝากออมทรัพย์แต่ละบัญชีถึง 4 ล้านบาท และที่สำคัญไม่ต้องแก้ไขประมวลกฎหมายรัษฏากร เพราะเป็นเกณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่ออกประกาศให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้จริง
“เงินภาษีที่เก็บได้ดังกล่าวไม่มาก เพียงปีละ 300-400 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ซึ่งสร้างประเด็นปัญหาให้กับผู้ที่ต้องพึ่งพารายได้จากดอกเบี้ย เป็นรายได้หลัก น่าจะบรรเทาปัญหาของคนที่อาศัยรายได้จากดอกเบี้ยได้มากกว่า ที่ทำให้ผู้ฝากเงินมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น และน่าจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้มากขึ้น จึงไม่มีผลกระทบใด ๆ สำหรับผลกระทบต่อฐานะการคลัง”.
ที่มา
เดลินิวส์ออนไลน์
คำถาม
1.กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกรมสรรพากรยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินฝากประเภทใด
2.การยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับบัญชีที่มีรายได้ดอกเบี้ยไม่เกินปีละเท่าใด
3.ประกาศการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่ายของกระทรวงการคลังจะคลอบคลุมเงินฝากได้กี่บัญชีและเป็นเงินรวมเท่าใด
น.ส.นภพร สุขเกษม ทะเบียนเลขที่ 5001103065
เรื่อง "คลัง"ใจดียกเว้นภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์
เนื้อหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ค.) ที่กระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกรมสรรพากรยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ รายบัญชีที่มีรายได้ดอกเบี้ยไม่เกินปีละ 20,000 บาท ทุกธนาคารทั่วประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป ซึ่งจะครอบคลุมเงินฝากออมทรัพย์ 62 ล้านบัญชี เป็นเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ส่วนผู้ฝากเงินที่มีเงินฝากออมทรัพย์หลายบัญชี หากมีรายได้ดอกเบี้ยรวมกันแล้วเกิน 20,000 บาท มีหน้าที่ต้องแจ้งธนาคารแต่ละแห่งให้หักภาษี ณ ที่จ่ายได้ หรือจะรวมยอดทั้งปี เพื่อหักภาษีคืน เมื่อถึงเวลายื่นเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีก็ได้
“เงื่อนไขดังกล่าวเป็นสิทธิประโยชน์เดิมที่รัฐบาลให้กับผู้ฝากเงินออมทรัพย์มาตั้งแต่ปี 38 แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากธนาคารมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายดอกเบี้ยออกไปอยู่แล้ว เพราะธนาคารพาณิชย์จะอ้างว่า ไม่สามารถทราบได้ว่า มีใครบ้างที่ขอคืนภาษี และแต่ละรายมีเงินฝากกี่บัญชี หรือได้รับดอกเบี้ยเท่าใด จึงหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกบัญชี และให้ผู้ฝากเงินไปขอคืนภาษีเอง แต่ที่ผ่านมา มักจะไม่มีการขอคืนภาษีในส่วนดังกล่าว โดยแต่ละปีจะมีรายได้จากส่วนนี้ 300-400 ล้านบาทที่ธนาคารพาณิชย์หักภาษี ณ ที่จ่าย และส่งเงินให้กรมสรรพากร ซึ่งกรมฯ เองไม่ได้ติดใจตรงส่วนนี้ เพราะถือว่าธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว และให้เป็นหน้าที่ของลูกค้าที่มีรายได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาท แจ้งหักภาษีเอง”
ส่วนกรณีที่ ครม.อนุมัติให้ยกเว้นภาษี จากรายได้ดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ไม่เกิน 100,000 บาทนั้น ขณะนี้ไม่จำเป็นแล้ว เนื่องจากการแก้ไขประกาศสรรพากรที่ยกเว้นหักภาษี ณ ที่จ่าย บัญชีออมทรัพย์ ที่มีรายได้ดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาทนั้น มีผลกว้างกว่า ครอบคลุมบัญชีออมทรัพย์ถึง 62 ล้านบัญชี จากบัญชีออมทรัพย์ทั้งหมด 63 ล้านบัญชี ซึ่งหากประเมินจากดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ปัจจุบันไม่เกิน 1% หรือที่ 0.75% กรณีที่ไม่เข้าข่ายยกเว้น จะต้องมีเงินฝากออมทรัพย์แต่ละบัญชีถึง 4 ล้านบาท และที่สำคัญไม่ต้องแก้ไขประมวลกฎหมายรัษฏากร เพราะเป็นเกณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่ออกประกาศให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้จริง
“เงินภาษีที่เก็บได้ดังกล่าวไม่มาก เพียงปีละ 300-400 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ซึ่งสร้างประเด็นปัญหาให้กับผู้ที่ต้องพึ่งพารายได้จากดอกเบี้ย เป็นรายได้หลัก น่าจะบรรเทาปัญหาของคนที่อาศัยรายได้จากดอกเบี้ยได้มากกว่า ที่ทำให้ผู้ฝากเงินมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น และน่าจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้มากขึ้น จึงไม่มีผลกระทบใด ๆ สำหรับผลกระทบต่อฐานะการคลัง”.
ที่มา
เดลินิวส์ออนไลน์
คำถาม
1.กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกรมสรรพากรยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินฝากประเภทใด
2.การยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับบัญชีที่มีรายได้ดอกเบี้ยไม่เกินปีละเท่าใด
3.ประกาศการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่ายของกระทรวงการคลังจะคลอบคลุมเงินฝากได้กี่บัญชีและเป็นเงินรวมเท่าใด
วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
เก็บรายได้ไม่เข้าเป้า กทม.ถังแตก ออกพันธบัตร 2 หมื่นล้าน
จัดทำบทความโดย
น.ส ศิริมล ขวัญดำ เลขทะเบียน 5001103067
เรื่อง เก็บรายได้ไม่เข้าเป้า กทม.ถังแตก ออกพันธบัตร 2 หมื่นล้าน
รองผู้ว่าฯ กทม.เผย เตรียมออกสลากการกุศล สร้าง รพ. พร้อมออกพันธบัตร 2 หมื่นล้าน ระดมทุนสร้างรถไฟฟ้า คาดออกได้ กพ.53 ระบุ 3 แบงก์ กสิกรไทย-กรุงเทพ และ กรุงไทย เสนอตัวจัดจำหน่าย... นาย ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ว่า ตนเองได้ร่วมหารือกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการคลัง ถึงแนวทางการออกพันธบัตรและสลากการกุศล เพื่อเป็นการระดมทุนว่า ที่ประชุมได้มีข้อสรุป 2 แนวทาง คือ การออกสลากการกุศลพิเศษ เพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงพยาบาลบางขุนเทียน ศูนย์พักพิงผู้สูงอายุ และศูนย์พักพิงคนเร่ร่อน ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เบื้องต้นสรุปว่าจะออกประมาณ 24 งวด แต่จะเป็นวงเงินต่องวดเท่าใด ต้องมีการหารือกันในรายละเอียดอีกครั้ง คาดว่าภายในเดือนมิถุนายนจะได้ข้อสรุป "สำหรับการออกพันธบัตร ได้มีการกำหนดวงเงินไว้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ระดมทุนมาดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถไฟฟ้าระบบโมโนเรล ไลท์เรล ออกทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งละ 5,000 ล้านบาท ก่อนที่จะดำเนินการออกพันธบัตรต้องให้สำนักการคลังจ้างนักบัญชีจำนวน 80 คน เร่งปิดงบประมาณประจำปี 2549-2552 ให้แล้วเสร็จก่อนมิฉะนั้นอาจมีผลต่อการออกพันธบัตร จากนั้นจะส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ หากไม่พบข้อผิดพลาดก็จะนำเรื่องเสนอให้กับสภากรุงเทพมหานคร พิจารณาต่อไป"รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า คาดว่าจะสามารถออกพันธบัตรได้ไม่เกินเดือน ก.พ.2553 ครั้งแรกจะขายเฉพาะนักลงทุนในประเทศ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนเพราะถือเป็นองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นที่ออกพันธบัตรเป็นครั้งแรก และจะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 4-5 ขณะนี้มีสถาบันการเงินที่สนใจเข้าร่วมเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัด จำหน่ายออกพันธบัตรของ กทม. เบื้องต้นมี 3 ธนาคารที่เสนอตัวเข้ามาแล้ว ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ล่าสุดธนาคารกรุงเทพได้เสนอคิดอัตราค่าบริการร้อยละ 0.1 เท่านั้น นาย ธีระชน กล่าวด้วยว่า กทม.ยังไม่ได้สรุปว่าจะให้สถาบันการเงินใดเข้าร่วม เพราะต้องรอพิจารณาเงื่อนไขของธนาคารอื่น ๆ ที่สนใจด้วย ส่วนสาเหตุที่กทม.ต้องออกพันธบัตรและสลากการกุศลดังกล่าวเนื่องจากกทม.จัด เก็บรายได้ไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ ประกอบกับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไม่เพียงพอจึงจำเป็นที่กทม.จะต้องออก พันธบัตร และสลากการกุศลพิเศษเพื่อระดมทุนดำเนินโครงการสำคัญๆของกทม.อย่างไรก็ตาม ภายในสัปดาห์นี้เตรียมเสนอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามแต่งตั้งคณะทำงาน 2 คณะ ได้แก่
1. คณะกรรมการอำนวยการออกพันธบัตร สลากการกุศล และการกู้เงินของกรุงเทพมหานคร มี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานคณะกรรมการ และมีนาย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีต ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการที่ปรึกษา
2. คณะกรรมการดำเนินการออกพันธบัตร สลากการกุศล และการกู้เงินของกรุงเทพมหานคร ที่ตนเป็นประธาน ทั้งนี้ในวันที่ 12 มิ.ย.ตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนสำนักงานคลังกทม.จะเข้าหารือกับกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการออกสลากการกุศลพิเศษ และการออกพันธบัตรอีกครั้งหนึ่ง
ที่มา ไทยรัฐ
เเหล่งข่าวเศรษฐกิจ
คำถาม
1.สลากการกุศล สร้าง รพ. พร้ออมออกพันธบัตร 2 หมื่นล้าน มีเเบงใดบ้าง
2.การอออกพันธบัตร ได้มีการอออกกำหนดวงเงินเท่าไร
3.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพันธ์ เเต่งตั้งคณะทำงาน 2 คณะ ได้เเก่อะไรบ้าง
น.ส ศิริมล ขวัญดำ เลขทะเบียน 5001103067
เรื่อง เก็บรายได้ไม่เข้าเป้า กทม.ถังแตก ออกพันธบัตร 2 หมื่นล้าน
รองผู้ว่าฯ กทม.เผย เตรียมออกสลากการกุศล สร้าง รพ. พร้อมออกพันธบัตร 2 หมื่นล้าน ระดมทุนสร้างรถไฟฟ้า คาดออกได้ กพ.53 ระบุ 3 แบงก์ กสิกรไทย-กรุงเทพ และ กรุงไทย เสนอตัวจัดจำหน่าย... นาย ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ว่า ตนเองได้ร่วมหารือกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการคลัง ถึงแนวทางการออกพันธบัตรและสลากการกุศล เพื่อเป็นการระดมทุนว่า ที่ประชุมได้มีข้อสรุป 2 แนวทาง คือ การออกสลากการกุศลพิเศษ เพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงพยาบาลบางขุนเทียน ศูนย์พักพิงผู้สูงอายุ และศูนย์พักพิงคนเร่ร่อน ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เบื้องต้นสรุปว่าจะออกประมาณ 24 งวด แต่จะเป็นวงเงินต่องวดเท่าใด ต้องมีการหารือกันในรายละเอียดอีกครั้ง คาดว่าภายในเดือนมิถุนายนจะได้ข้อสรุป "สำหรับการออกพันธบัตร ได้มีการกำหนดวงเงินไว้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ระดมทุนมาดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถไฟฟ้าระบบโมโนเรล ไลท์เรล ออกทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งละ 5,000 ล้านบาท ก่อนที่จะดำเนินการออกพันธบัตรต้องให้สำนักการคลังจ้างนักบัญชีจำนวน 80 คน เร่งปิดงบประมาณประจำปี 2549-2552 ให้แล้วเสร็จก่อนมิฉะนั้นอาจมีผลต่อการออกพันธบัตร จากนั้นจะส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ หากไม่พบข้อผิดพลาดก็จะนำเรื่องเสนอให้กับสภากรุงเทพมหานคร พิจารณาต่อไป"รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า คาดว่าจะสามารถออกพันธบัตรได้ไม่เกินเดือน ก.พ.2553 ครั้งแรกจะขายเฉพาะนักลงทุนในประเทศ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนเพราะถือเป็นองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นที่ออกพันธบัตรเป็นครั้งแรก และจะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 4-5 ขณะนี้มีสถาบันการเงินที่สนใจเข้าร่วมเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัด จำหน่ายออกพันธบัตรของ กทม. เบื้องต้นมี 3 ธนาคารที่เสนอตัวเข้ามาแล้ว ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ล่าสุดธนาคารกรุงเทพได้เสนอคิดอัตราค่าบริการร้อยละ 0.1 เท่านั้น นาย ธีระชน กล่าวด้วยว่า กทม.ยังไม่ได้สรุปว่าจะให้สถาบันการเงินใดเข้าร่วม เพราะต้องรอพิจารณาเงื่อนไขของธนาคารอื่น ๆ ที่สนใจด้วย ส่วนสาเหตุที่กทม.ต้องออกพันธบัตรและสลากการกุศลดังกล่าวเนื่องจากกทม.จัด เก็บรายได้ไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ ประกอบกับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไม่เพียงพอจึงจำเป็นที่กทม.จะต้องออก พันธบัตร และสลากการกุศลพิเศษเพื่อระดมทุนดำเนินโครงการสำคัญๆของกทม.อย่างไรก็ตาม ภายในสัปดาห์นี้เตรียมเสนอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามแต่งตั้งคณะทำงาน 2 คณะ ได้แก่
1. คณะกรรมการอำนวยการออกพันธบัตร สลากการกุศล และการกู้เงินของกรุงเทพมหานคร มี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานคณะกรรมการ และมีนาย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีต ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการที่ปรึกษา
2. คณะกรรมการดำเนินการออกพันธบัตร สลากการกุศล และการกู้เงินของกรุงเทพมหานคร ที่ตนเป็นประธาน ทั้งนี้ในวันที่ 12 มิ.ย.ตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนสำนักงานคลังกทม.จะเข้าหารือกับกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการออกสลากการกุศลพิเศษ และการออกพันธบัตรอีกครั้งหนึ่ง
ที่มา ไทยรัฐ
เเหล่งข่าวเศรษฐกิจ
คำถาม
1.สลากการกุศล สร้าง รพ. พร้ออมออกพันธบัตร 2 หมื่นล้าน มีเเบงใดบ้าง
2.การอออกพันธบัตร ได้มีการอออกกำหนดวงเงินเท่าไร
3.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพันธ์ เเต่งตั้งคณะทำงาน 2 คณะ ได้เเก่อะไรบ้าง
วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552
รัฐจ่อเปิดขายพันธบัตร
จัดทำบทความโดย
น.ส. นภพร สุขเกษม เลขทะเบียน 5001103065
เรื่อง รัฐจ่อเปิดขายพันธบัตร
ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ “กรณ์ จาติกวณิช” จะลงนามเซ็นสัญญากับ 7 สถาบันการเงิน โดยพันธบัตรจะมีอายุ 5 ปี เฉลี่ยผลตอบแทนตลอดทั้ง 5 ปี จะอยู่ที่ 4% ต่อปี..
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ในฐานะโฆษก สบน. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการออกพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลก้อนแรกภายใต้โครงการ "ไทยเข้มแข็ง 2555" วงเงิน 50,000 ล้านบาท ว่า ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะลงนามเซ็นสัญญากับ 7 สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ, กสิกรไทย, ไทยพาณิชย์, กรุงไทย, ทหารไทย, นครหลวงไทย และกรุงศรีอยุธยา ในฐานะผู้แทนการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ให้แก่ประชาชน โดยพันธบัตรจะมีอายุ 5 ปี เฉลี่ยผลตอบแทนตลอดทั้ง 5 ปี จะอยู่ที่ 4% ต่อปี โดย 1-2 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 3% ส่วนปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 4% และปีที่ 4-5 อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 5%
สำหรับช่วงเวลาการจำหน่ายพันธบัตรจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1. วันที่ 13-14 ก.ค.นี้ จะจำหน่ายให้ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซื้อได้ตั้งแต่ 10,000-1,000,000 บาท 2. ในวันที่ 15-16 ก.ค. 52 จะจำหน่ายให้ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปวงเงิน 15,000 ล้านบาท ซื้อได้ตั้งแต่ 10,000-1,000,000 บาทเช่นเดียวกัน และ 3. ในวันที่ 17-21 ก.ค. 52 วงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นช่วงสุดท้ายที่จะจำหน่ายให้ประชาชาชนทั่วไป โดยจะแบ่งการจำหน่ายออกเป็น 2 ช่วง นั่นคือวันที่ 17 และวันที่ 20-21 เนื่องจากวันที่ 18-19 ก.ค. 52 เป็นวันหยุด ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถซื้อได้ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แบบไม่จำกัดเพดานจำนวนเงินขั้นสูงสุด"
พันธบัตรในรอบนี้จะให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ เพราะกระทรวงการคลังได้บวกเพิ่มอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้อีก 15% จึงทำให้คาดว่ายอดจองซื้อพันธบัตร ดังกล่าวจะหมดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนประชาชนทั่วไปมีเงินฝากก็สามารถจองซื้อได้ในรอบสุดท้าย เพราะไม่ได้จำกัดเพดานวงเงินการซื้อสูงสุดไว้".
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ
26 มิถุนายน 2552
คำถาม
1.พันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลก้อนแรกชื่อโครงการอะไร
2.ใครเป็นผู้ลงนามเซ็นสัญญากับ7สถาบันการเงิน
3.ช่วงเวลาจำหน่ายพันธบัตรแบ่งเป็นกี่ช่วง ช่วงไหนบ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
